วันนี้ตื่นแต่เช้าเพื่อไปยังสนามบินคันไซ เดินทางไปก็ประมาณ 2 ชั่มโมงนิดหน่อย ไปถึงก็เข้าไปอย่างรวดเร็ว แต่โดนยึดพุดดิ้งที่ซื้อมาไป เพราะมันเป็นของเหลว ขึ้นเครื่องไม่ได้ เศร้าใจมาก (มันก็ไม่ได้เหลวนะ แค่ดึ๋งๆ 555) ก็เลยไปซื้อขนมอย่างอื่นมาทดแทนซะเลย จากนั้นก็ขึ้นเครื่อง งวดนี้ได้นั่งติดกันแล้ว เครื่องที่ขึ้นงวดนี้เป็นเครื่องของการบินไทยที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยนั่งมาเลย (เหมือนเยอะ จริงๆก็นั่งไปกลับอยู่ 2 ครั้งแท่านั้นแหละ รวมครั้งนี้แล้ว) เพราะว่ามีจออยู่ด้านหน้าพร้อมเกมและหนังที่เลือกดูได้ตั้งแต่ต้น ไม่ต้องเปิดไล่ช่องดูเอาว่ามีหนังเรื่องไหนฉายไปแค่ไหนแล้ว หนังก็มีหนังดีๆมากมาย ทั้ง transformer ทั้ง 2 ภาค, Ice Age 3 เป็นต้น ก็นั่งเล่นดูหนังไป แปปเดียวก็ถึงกรุงเทพฯแล้ว ไปถึงเร็วกว่ากำหนดเพราะเค้าบอกว่าคาดการณ์ลมปะทะผิด ทำให้บินได้เร็วกว่าที่คาดไว้ กลับมาถึงไทยก็ต้อนรับด้วยอากาศร้อน แล้วก็พนักงานทำความสะอาดที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับเลยซักคน เป็นอะไรอย่างนึงที่บอกให้รู้เลยว่ามาถึงไทยแล้วแน่นอน เพราะถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นไม่ว่าจะงานอะไรเค้าก็ทำอย่างมีความสุข ยิ้มแย้มกันทั้งนั้น คนทำความสะอาดก็พูดขอโทษที่รบกวนกันตลอดเวลา คนที่ถูห้องน้ำชายนี่เรียกได้ว่าเชื้อเชิญให้มาเยี่ยวโถที่เค้าเพิ่งทำเสร็จกันเลยทีเดียว ยังไงก็แล้วแ่ต่ก็กลับมาถึงไทยแล้ว ตอนประมาณบ่าย 2 โมง 45 นาทีได้ เป็นการปิดฉากการไปญี่ปุ่นที่น่าจดจำมากๆ พร้อมกับกลับมาเผชิญหน้ากับงานที่เครียดตั้งแต่ก่อนไป แล้วก็ตัดสินใจเลิกคิดเรื่องงานแล้วใช้ชีวิตในญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ จนตอนนี้มันก็กลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง คิดแล้วก็เศร้าๆเซ็งๆ แต่เอาเป็นว่า ญี่ปุ่นนี่สนุกสุดๆไปเลย!!!!!
day 27 ชมเมืองโตเกียว
ตุลาคม 26, 2009เดิมทีวันสุดท้ายว่าจะไปดูภูเขาไปฟูจิแต่สุดท้ายก็ล้มเลิกไป แต่ก็อาจจะดีแล้วก็ได้ เพราะวันนี้ฝนตกหนักจริงๆ (ก็ไม่หนักขนาดประเทศไทยอะนะ แต่ลมแรงมาก) ก็เลยไป Shibuya แล้วก็ Shinjuku แต่ไปแล้วก็ไม่ได้ประทับใจอะไรเท่าไหร่เลย อาจจะเป็นเพราะไปไม่ตรงแหล่ง หรือไม่ก็เพราะฝนตกหนัก หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ก็รู้สึกเฉยๆอะ ก็เลยไม่ได้ทำไรมากมาย เดินตากฝนดูนู่นนี่นั่นกันไป สุดท้ายก็กลับตอน 4 โมงครึ่ง รถออกกลับมาถึงโอซาก้าทุ่มนิดหน่อย ก็ไปหาซื้อขนมกลับไทย แล้วก็ไปซุปเปอร์แถวที่พักซื้อกาแฟกระป๋องอันน่าจดจำมาก!!! กลับไปซะหน่อย จะได้รู้กันว่ากาแฟญี่ปุ่นเป็นอย่างไร 55 แล้วก็ต้องกลับมาเก็บของเตรียมกลับแล้วสินะ
ปล. วันนี้มันไม่ค่อยมีอะไรจริงๆนะ
ปล.2 มีเรื่องแปลกอีกอย่างนึงคือ ที่โตเกียวคนขึ้นบันไดเลื่อนก็จะยืนฝั่งเดียวให้คนที่รีบเดินอีกฝั่งได้เหมือนกันแต่ว่า ดันยืนกันคนละฝั่งซะงั้น โตเกียวยืนซ้าย โอซาก้ายืนขวา แล้วก็เป็นแบบนี้เหมือนกันทั้งเมือง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมยืนต่างกันได้ เค้าไม่งงกันหรอก เวลาข้ามเมืองมาเนี่ย เพราะตอนกลับไปโอซาก้าเจอบันไดเลื่อนปั๊บ ไปยืนด้านซ้ายทันทีด้วยความเคยชินจากโตเกียว
day 26 Tokyo Disneyland
ตุลาคม 26, 2009อีกวันที่ตื่นเช้ามากเพื่อเดินทางไป Disneyland ที่เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้า เราก็ต้องไปรอมันเปิดกันเพราะเป็นวันอาทิตย์ที่คาดว่าคนจะเยอะมาก แล้วก็เยอะจริงๆ พอไปถึงก็ต่อแถวรอ ทันทีที่ประตูเปิดทุกคนก็วิ่ง!!!ทันทีเพื่อที่จะไปต่อแถวเอา fastpass ซึ่งเป็นบัตรที่พอเราเอามาแล้วมันจะบอกเวลาให้เรากลับมาเล่นเครื่องเล่นที่มี fastpass ซึ่งจะทำให้เราแซงคิวทั้งหมดได้ พวกเราก็วิ่งไปเอาของ Monster Inc. แถวยาวมากกกกกกก ได้ fastpass มาเป็นเวลาประมาณบ่าย 3 ถึง บ่าย 4 นี่ขนาดไปเอาตอน 8 โมงกว่านะเนี่ย ถ้าไปช้าก็ไม่ได้แล้วอะ เพราะคงเคยเวลาปิด (4 ทุ่ม) ไปแล้ว fastpass จะเอาหลายๆเครื่องต่อกันไม่ได้ ต้องรอให้ถึงเวลาที่กำหนดก่อนจึงจะไปเอาอีกอันได้ เราก็เลยไปต่อแถวเล่น Space Moutain กัน
วันนี้รวมๆแล้วได้ทั้งต่อแถว แล้วก็เอา fastpass ได้เล่น Space Moutain ซึ่งเป็นรถไฟเหาะในที่มืดที่ไม่เสียวเลย บ้านผีสิงที่ตอนแรกแอบกลัวๆแต่เข้าไปแล้ว มันเป็นบ้านผีแบบน่ารักซะงั้น ไม่มีไรน่ากลัวเลยซักกะนิด Pirate of the Caribbean ที่เป็นนั่งเรือดูๆฉากในหนัง หุ่นที่ทำเป็นคนเหมือนมากๆอะ ขยับได้เยอะมาก ขยับปากตามคำพูดอีกต่างหาก แล้วก็ได้ดูโชว์ 2 โชว์ก็เป็นแนวเพลงๆ เต้นๆ สนุกดีเหมือนกัน (แต่ชอบโชว์ของฮ่องกงมากกว่านะ แต่เครื่องเล่นที่นี่เยอะกว่าและดีกว่าพอควร) Peter Pan’s Flight เป็นนั่งเรือบินดูเรื่อง Peter Pan แล้วก็มีเล่น Roger Rabbit’s Car Toon Spin เป็นรถให้เราหมุนๆดูโลกการ์ตูน แล้วก็เล่นเครื่องเล่นที่ไปเอา fastpass ไว้อีก 3 อย่างคือ Monster Inc. ที่ตอนแรกไปเล่นแล้วเข้าไม่ได้เพราะเช็คเครื่อง ต้องรออีกรอบกลายเป็น fastpass ไร้ประโยชน์ไปหน่อยนึงเลย เพราะคนที่ได้ fastpass ก็มาต่อแถวกันเองซะงั้น เครื่องเล่นก็งงมาก ใ้ห้ไฟฉายมา นั่งในรถ ตอนแรกก็งงว่าจะให้ส่องอะไร จริงๆแล้วก็ให้เรานั่งดูเฉยๆหนะแหละ แต่จะมีบางตัวอยู่ในที่มืดต้องส่อง แล้วก็เล่น Splash Moutain อันนี้สนุกเหี้ยๆ ให้เรานั่งดูหุ่นการ์ตูนน่ารักๆ แล้วก็ปล่อยเราตกลงมาแบบ Super Splash ทีเด็ดคือ เรารู้อยู่แล้วว่ามันจะตก แล้วพอมันตกครั้งแรกก็แบบร้องนึกว่าเป็นอันนี้แล้ว ที่ไหนได้ตกลงมานิดเดียว เหมือนโดนหลอก เพราะแบบทุกคนในรถนี่กรี๊ดกันใหญ่ แต่ว่าตกมานิดเีดียวซะงั้น กว่าจะเป็นของจริงที่ตกสูงๆนี่ไม่รู้โดนหลอกไปกี่ครั้ง จึงขอจัดให้ไอบ้านี่เป็นเครื่องเล่นที่กวนส้นตีนที่สุดของวันเลย สุดท้ายที่เล่นเป็น Buzz Lightyears’ Astro Blasters ให้เอาปืนยิงเป้าเก็บคะแนน (อันนี้เหมือนกับที่ฮ่องกงแบบทุกตารางนิ้วเลยจริงๆ) แล้วก็มีดูพาเหรด กับพลุที่จุดนิดเดียวมากๆอะ จากนั้นก็เดินดูของนิดหน่อยก็กลับไปเอาแรงสำหรับวันสุดท้าย
Disneyland

day 25 โตเกียว
ตุลาคม 26, 2009วันนี้ตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางไปยังโตเกียววววววว ออกช้าจากกำหนดการไปชั่วโมงนึง กลายเป็นออกจากที่พักตอน 7 โมง เดินทางไปยังสถานี Shin-Osaka เพื่อนั่งรถไฟชินคันเซ็น สายTokaido โดยรถที่นั่งเป็นรถแบบ Nosomi ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่มโมงครึ่ง ราคานี่แพงใช้ได้เลยสำหรับไอบ้าชินคันเซ็น เที่ยวนึงก็ประมาณ 13,000 กว่าเยน
ไปถึงโตเกียวก็ใกล้ๆจะเที่ยงแล้ว ก็ไปยังที่พักคือ Kikuya Ryokan หลังจากคุยกันแบบเมาๆกับคุณลุงเจ้าของ (ไม่ใช่พวกเราเมาหรอกนะ เค้าอะโคตรจะมึนเลย แต่ใจดีๆ) ก็ได้ความว่าต้องมา check in ตอนบ่ายสอง ก็เลยออกไปกินข้าวแล้วก็ไปยังวัด Sensoji ที่อยู่ใกล้ๆ แต่ว่าตัวอาคารหลักกำลังบูรณะอยู่ วัดเมื่อเทียบกับที่เกียวโตแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรมากมายเลย ที่มีมากกว่าอย่างเดียวคือคน!!! เยอะจริงๆ แล้ววันนี้เกิดนึกครึ้มใจอะไรไม่รู้ยอมจ่าย 100 เยนเพื่อเสี่ยงเซียมซี ออกมาบอกได้คำเดียวว่า เหี้ย!!! แย่กว่านี้ไม่มีอีกแล้วอะ ขึ้นมาว่า Bad Fortune จากนั้นก็ไล่ด่ากูเลยว่า ไม่ควรเดินทาง กับเพื่อนก็มีปัญหา แต่งงานก็ไม่ดี งานการก็ไม่รุ่ง สร้างบ้านจะไม่เจริญ ทุบบ้านก็บรรลัยอีก (มันเขียนอารมณ์นี้จริงนะ กูไม่ได้ล้อเล่น) เห็นแล้วแบบอึ้ง ไม่มีดีเลย รีบคืนไปเลยทันที เศร้าได้ีอีกอะ
จากนั้นก็ไปเดินเล่นตรงตลาดขายของเล็กๆน้อยๆแถววัด แล้วก็กลับไป check in แล้วเดินทางไปยัง Akihabara ที่ซึ่ง Maruo และ อาจารย์ Kurihara โปรโมตไว้ ไปถึงก็คิดได้อย่างเดียวว่า ที่นี่มันสำหรับแน่นชัดๆ 55 มีแต่การ์ตูน ของเล่น เกมเต็มไปหมด จากนั้นก็ไป Harajuku ด้วยความคาดหวัง (ของเนย) ว่าอยากเจอพวกแต่ง cosplay อย่างหนักหน่วง แต่ไปถึงก็มืดแล้วแถมฝนตกอีก ก็เลยเจอเยอะมากถึง 3 คน!!! ก็ได้แต่เดินดูของ แล้วก็ไปกินอาหารจีน
หลังจากนั้นก็แวบไป Tokyo Tower แปปนึงแต่ไม่ได้ขึ้นไปเพราะมันดึก แล้วก็ฝนตก แล้วก็แพง เลยคิดว่าคิดไปดูวิวอาจจะไม่คุ้มก็ถ่ายรูปอยู่ข้างล่างเอา จากนั้นก็กลับห้องไปนอนเอาแรงสำหรับ Disneyland
ชินคันเซ็น

ห้องสุดสวยงามและไม่แพง (ประมาณ 11,000 เยนต่อคืน 3 คนก็หารกันไป เอ๊ะ!?! หรือว่ามันแพงวะ)

day 24 Universal Studio Japan
ตุลาคม 23, 2009ในที่สุดวันนี้ก็ได้ไป Universal Studio ที่ที่เคยใฝ่ฝันจะไปมากๆตอนเห็นของอเมริกา โดยตื่นแต่เช้าออกเดินทางตอน 7 โมงนิดหน่อย มีข้าวเช้าเป็นไก่ family mart อีกครั้ง เดินทางไป Umeda แล้วต่อ JR ไปยังสถานี Universal city
ไปถึงก็เรียกได้ว่าเริ่มเห็นผู้คนหลั่งไหล นี่ขนาดไปวันธรรมดาแล้วนะ เห็นแล้วไม่อยากคิดภาพวันเสาร์อาทิตย์เลยจริงๆ เข้าไปก็ไม่รอช้าตะลุยเล่นเครื่องเล่นกันเลย ตั้งแต่ ดู Shrek 4D, เล่น Spiderman ที่มันมากๆ เป็นนั่งรถดู Spiderman จัดการเหล่าร้าย, Back to the future เป็น simulator, ดู show waterworld เป็น stunt แต่ก็งงๆบ้างเพราะพูดภาษาญี่ปุ่น แล้วก็กินข้าวในร้านไก่และพิซซ่า จากนั้นจึงไปดู show Peterpan ซึ่งฉายกันกลางแดดเลยทีเดียว ร้อนมาก แล้วก็ไม่ได้มีไรมาก เลยกลายเป็นดูไปหลับไป (ตื่นเช้าขนาดนี้ก็ต้องง่วงบ้างอะนะ) จากนั้นไปดู Terminator 3D ที่เจ๋งมากเพราะมีคนแสดงคู่กับหนังที่ฉายด้วย จากนั้นจะกลับไปดู Wicked แต่ไปไม่ทัน เลยไปเล่น JAWS แทนซึ่งตอนแรกดูไม่มีอะไรแต่เข้าไปก็สนุกดี แล้วก็ซื้อน่องไก่งวงกิน ขายอยู่ในโซน Jurassic แล้วก็ได้เล่นเครื่องเล่นของ Jurassic Park ที่สนุกสุดๆเหมือนกัน ตอนแรกเป็นแบบดูไดโนเสาร์ไปเรื่อยๆแล้วปิดท้ายด้วย Super splash แบบ dreamworld แต่ชันเหี้ยๆ แล้วก็ไปดู Backdraft เป็นการสาธิต effect ไฟ(ร้อนๆ ไม่ใช่หลอดไฟ)ต่างๆ แล้ววนมาปิดท้ายด้วย Sesame street 4D ที่เด็กน้อยมากจนหลับอีกแล้ว 555 สุดท้ายจะมีพาเหรดไฟๆ(อันนี้หลอดไฟแล้ว) โดยรวมแล้วเครื่องเล่นแต่ละอย่างสนุกมากๆ ไม่ผิดหวังเลย ยังมีบางอย่างที่อยากเล่นแต่ไม่ได้เล่นเหมือนกัน เช่น รถไฟเหาะ, ET แต่ได้เท่านี้ก็โอเคและ คนเยอะแต่ก็ไม่มากเกินไป เครื่องนึงต่อแถวซักครึ่งชั่วโมง มากกกกกกกน้อยต่างกันไปก็ได้เล่นแล้ว ใครชอบสวนสนุกยังไงก็ต้องลองมาเล่นเครื่องเล่นใน Universal Studio ให้ได้
ขากลับตอนเดินออกจาก Universal Studio เจอร้านซูชิจานเวียนพอดีก็เลยเข้าไปกิน หลังจากรอคิวซักพักก็ได้เข้าไปกินสมใจ มีอร่อยๆ แล้วก็แพงบ้าง ซูชิปลาแซลมอนย่างสุกนิดหน่อยอร่อยมากๆอะ 555 จากนั้นก็กลับมาที่พักเตรียมความพร้อมกับวันพรุ่งนี้ที่มึงงงเหี้ยๆ อะไรๆก็ยังดูไม่เข้าที แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เข้าที่เองแหละ…มั้ง!!! โตเกียววววววววววววววววว
ปล. โตเกียวไม่มีเน็ต ค่อยมาอัพอีกทีวันจันทร์หลังจากกลับมาแล้วโลด
Waterworld

Peterpan ที่สุดจะง่วงและร้อน

Jurassic Park

พาเหรดไฟๆๆๆๆ

day 23 Bampaku-kinen-koen (Expo ’70 Commemoration Park)
ตุลาคม 22, 2009Bampaku-kinen-koen เป็นชื่อสถานีของ monorial ที่ผ่านทุกครั้งไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม (เว้นแต่จะเลยไปบ้านนอกกว่าเดิม) แต่ก็ไม่เคยเข้าไปซักทีจนวันก่อนที่ไปตอนเย็นก็ไม่ทันแล้ว วันนี้เลยได้ทีแก้ตัวตื่นแต่เช้า (ก็ไม่เช้าเท่าไหร่หรอก) กินข้าว เป็นของเหลือๆที่เอามาทำ แทบจะไม่มีเนื้อเลย เพราะเหลือแค่ชิกุวะที่เอามาทอด เลยกลายเป็นว่าออกแนวมังสวิรัติซะงั้น จากนั้นก็ออกเดินทางไปถึงสวนExpo ตอนประมาณ 11 โมงได้ สิ่งแรกที่ตั้งเด่นเป็นตระหง่านก็คือ Tower of the sun หรือ อนุเสาวรีย์ที่เพื่อนไปเหยียบบนปีกนั่นเอง ด้านในก็จะมีสวนต่างๆมากมาย จัดได้ว่าเป็นสวนที่ใหญ่มากๆ แต่ว่าดอกไม้หลายอย่างตอนช่วงนี้ไม่มีให้ดู
สุดท้ายก็เดินจนขาลากไปจนถึงบ่ายสามกว่าๆได้ ก็เข้าไปมหาลัยกินข้าวเที่ยง(บ่าย) แล้วก็ไปแล็บเพื่อร่ำลากับทุกคนเพราะว่าเราเองก็จะไม่เข้าไปที่แล็บอีกแล้ว ก็เอาของฝากให้อาจารย์กับนักเรียนในแล็บ พอบอกเค้าว่าเราจะไปโตเกียวกันด้วย เค้าก็ดูตื่นเต้นกันโดยเฉพาะอาจารย์Kurihara กับ Maruo บอกว่าให้ไป Akihabara ให้ได้เพราะเป็นแหล่งการ์ตูน 55 ตอนแรกเราเคยบอกว่าจะกลับวันอาทิตย์เพราะว่าวันจันทร์มีเรียน พอเค้ารู้ว่าเราเลื่อนไฟลต์ อ. Kurihara เค้าก็งง เราก็บอกอย่างเต็มภาคภูมิว่า bye bye my class เค้าก็ขำ แล้วบอกว่าจะโทรไปบอก อ.บุญเสริม 555 แต่เค้าดูอยากให้พวกเราไปโตเกียวกันจริงๆอะ (วันนี้ดุ่ยลองคิดดูว่า ถ้าเกิดมาพวกเราเป็นคนญีุ่ปุ่นไปไทย เราทำอะไรกันบ้าง เทียบให้โอซาก้าเป็นเชียงใหม่งี้ เหมือนกับว่าเรามาเราก็ไปเที่ยวรอบเชียงใหม่เลย ดอยสุเธพ ดอยอินทนนทร์ … (กูก็จำไม่ได้ว่ามีไรให้เที่ยวบ้าง) อีกอาทิตย์นึงก็ไป ลำปาง เชียงราย แม่ฮ่องสอน ก่อนกลับก็บินไปเที่ยวกรุงเทพฯก่อน ไม่รู้ทำไมพอคิดแบบนี้แล้วรู้สึกว่าพวกเราเที่ยวเยอะมากๆจริงๆ) สุดท้าย Simon เค้าก็พูดขอบคุณเรา แล้วก็ให้ Maruo พูด(อีกแล้ว) ก็ยังตลกเหมือนเดิม เค้าบอก Tokyo has many many ramen. Ramen is very beautiful?!? no no no delicious!!! เป็นความฮาของเค้าจริงๆ แต่เค้าก็ดูพูดเก่งขึ้นนะ วันแรกๆเค้าจะไม่ค่อยยอมพูด พูดแต่ ไฮ่ๆๆ แล้วเค้าก็ไรท์ CD ให้เป็นรูปรวมที่ถ่ายไว้ พร้อมกับเขียนปกเป็นหน้าเรา แล้วก็ชื่อเป็นภาษาญีุ่ปุ่นด้วย
หลังจากนั้นก็ไป Namba อีกครั้งเพื่อหาซื้อขนมกลับไป พร้อมกับกินทาโกยากิ แล้วก็ ไทยากิ(ขนมที่เป็นรูปปลาไส้ถั่วแดง) แล้วก็เดิน Shinsaibashi ที่เดินได้นิดเดียวก็ปิดเหมือนเดิม ตอนกลับไปกินข้าวเย็น+ดึกที่ Senri-chuo เข้าไปในร้านหน้าตาดีมาก แต่สั่งไปสั่งมาพบว่าเหมือนร้านอาหารเพื่อสุขภาพมากๆ ที่กูกินคือครอกเก้ใส้ถั่วอะ ไม่มีเนื้อเลยยยยยยย แย่มากๆ คือรสชาติไม่แย่มาก แต่ก็นะ ไม่มีเนื้ออะ สุดท้ายก็กลับมาเตรียมความพร้อมสำหรับ Universal studio ในวันพรุ่งนี้
เพื่อนด้านหน้า

เพื่อนด้านหลัง

เพื่อนด้านข้าง ไม่มีแล้ว!!! 555
อันนี้เป็นภาพตอนปาร์ตี้เมื่อวาน จะเห็นว่าทุกคนขำกัน ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะ Maruo (คนที่สองจากซ้าย) พูดภาษาอังกฤษอยู่นั่นเอง

day 22 วันสุดท้ายในแล็บ
ตุลาคม 21, 2009ข้าวเช้าวันนี้ทำแซนวิชกินกัน ตามด้วยทอดเกี๊ยวซ่าแช่เข็งที่ซื้อมา ช่วงเช้าก็นั่งหลับๆในแล็บ ข้าวเที่ยงวันนี้ก็สบายอีกเพราะเหลือหม้อไฟจากปาร์ตี้เมื่อวานก็เป็นอันว่ากินฟรีไปอีกมื้อนึง ตามด้วยการสัมมนาครั้งสุดท้ายของคนที่ยังไม่ได้พูดทั้งหมด แต่เห็นที่ไคลแม็กซ์สุดๆของวันนี้จะเป็น Maruo เพราะว่าภาษาอังกฤษเค้าฮาได้อีก คือเค้าก็พูดเข้าใจดีนะ(เพราะอ่านโพยเอา) แต่คำที่เค้าใช้มันเยี่ยมมาก เค้าจะพูดเรื่อง Reinforcement Learning ซึ่งจริงๆแล้วฟังจนจบก็ยังไม่รู้เรื่อง แล้วเวลาเค้าพูดเค้าจะบอกว่า At the end of this presentation you should know… เหมือนกำลังฟัง lecture อยู่อะไรอย่างนั้น แล้วเค้าก็ถามว่าเรารู้จัก Reinforcement Learning (RL) มั้ย เราก็บอกว่าไม่ เค้าก็พูดๆต่อไป แล้วอยู่ๆเค้าก็ดูงงๆ แล้วก็หันมาถามอีกรอบว่าเรารู้จัก RL มั้ย!?! ก็งงว่าจะถามทำไม 2 รอบ อาจารย์ซักคนก็เลยหันไปบอกเค้าว่าถามไปแล้วครั้งนึง เล่นเอาขำแทบตกเก้าอี้ แล้วสุดท้ายเค้าก็บอกงานที่เค้าจะทำว่า เค้าจะใช้ RL ในการหาว่าวิธีใดใน RL ดีที่สุด ฟังแล้วก็งงๆว่า ทำยังไง เอา RL มาหาวิธีที่ดีของ RL ??? เค้าก็เลยถามกัน จนไปๆมาๆกลายเป็นปัญหาระดับชาติ เพราะอาจารย์เองก็งง อาจารย์ Moriyama บอกว่าเค้าไม่คิดว่า Maruo จะหมายความว่าแบบนั้น เค้าก็เลยถาม Maruo ก็ตอบว่าแบบนั้นแหละ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆแล้วเค้าเข้าใจที่เค้าพูดมารึเปล่าว่ามันหมายความว่าอะไรกันแน่
คนที่เหลือก็มีคนปลูกข้าวเป็นอีกคนที่ทำเรื่อง Fuel cell คนใส่ชุดนอน(เค้าใส่กางเกงเดิมมาทุกวันซึ่งเหมือนกางเกงนอนมากๆ) พูดเกี่ยวกับการวัดระดับของปัญหาจราจร สุดท้าย Asami พูดเรื่องการอ่านลายมือภาษาญีุ่ปุ่นซึ่งดูเป็นงานที่ยุ่งยากมาก ไม่อยากจะเชื่อว่าเค้าทำตอน ป.ตรี ได้ขนาดนั้น พอจบการสัมมนาอาจารย์ Kurihara ก็บอกว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล็บแล้วก็ได้ (เค้าไม่ได้ไล่นะ หวังว่า 555) เราก็เข้าทางเลยทีเดียว ก่อนกลับก็ไปนั่งเล่นเกมของ Simon เพื่อทำการทดลองกับ AI ของเกมเค้า
วันนี้เย็นเข้าไปกินร้านอาหารอิตาลีที่ติดกับที่พักเลย ราคาแพงใช้ได้เลย pasta หรือ pizza จากละ 1,000 เยนขึ้นไปทั้งนั้น แต่รสชาติก็อร่อยใช้ได้เหมือนกัน พร้อมกับสั่ง shortcake สตรอเบอร์รี่ แล้วก็พายแอปเปิลมากิน อร่อยใช้ได้ด้วยราคาชิ้นละ 388 เยนมั้ง จากนั้นก็กลับขึ้นห้องมาเตรียมของฝากให้ทุกคนในแล็บตามความคิดของเนยคือ มีพวกกุญแจอยู่แล้วก็เอามาใส่ซองมีกระดาษวาดรูปแล้วก็เขียนชื่อคนที่จะให้เป็นภาษาอังกฤษกับไทย (เขียนญี่ปุ่นไม่เป็น) พร้อมกับคำขอบคุณ กว่าจะเสร็จก็ดึกแล้ว พรุ่งนี้วางแผนว่าตอนเช้าจะไปหาเพื่อน!!! ก่อนแล้วค่อยเข้าแล็บเอาของไปให้เค้า
day 21 farewell party
ตุลาคม 20, 2009วันนี้เช้าก็ทำอาหารกินแบบเดิม แต่แทนที่จะเป็นขนมปังปิ้งธรรมดา เนยไม่พอใจเลยบอกว่าจะทำเป็นขนมปังชุบไข่แทน มีชื่อเรียกสุดเท่ด้วยว่า French Toast ออกมาหน้าตาพิลึกพิลั่นมาก แต่ก็กินได้นะ อร่อยดี แต่ดุ่ยไม่ชอบกินไปคำเดียวเลิกซะงั้น กลายเป็นกูต้องกินจ้นหน้าจะกลายเป็นไข่
ที่มหาลัยวันนี้ก็ทำการทดลองหมวกอ่านอารมณ์อีกครั้ง ตอนเที่ยงก็ไปไปรษณีย์กับดุ่ยและเนยเพื่อแลก traveler check จากนั้นไปกินข้าวที่ร้านที่โรงพยาบาล เพราะตั้งใจว่าจะไปกิน Starbuck ญี่ปุ่นดูว่าเป็นไง (ทั้งๆที่จริงๆแล้วก็ไม่เคยกินที่เมืองไทยเพราะแพง แต่กินที่ญีุ่ปุ่นราคาเดียวกันไม่รู้สึกว่าแพง 55) แต่กินเป็นอะไรไม่รู้จะสั่งกาแฟ ออกมาเหมือนโกโก้ดิ๊กเลย แต่มันก็มีกาแฟมั้ง
ตกเย็นประมาณเกือบๆ 6 โมงเค้าก็เรียกเราไป farewell party ที่จัดในห้องสัมมนา ตอนแรกคิดว่าจะพาไปข้างนอกอีก แต่จัดข้างในก็ดีแล้วแหละ ไม่ต้องเดินทางด้วย เค้าซื้อซูชิมาก 3 ถาดใหญ่มาก (ถาดนึงกว่า 50 ชิ้นได้) แล้วก็ทำหม้อไฟอีก 3 หม้อ เป็นแบบปกติ 2 แล้วก็เป็นแบบใส่กิมจิด้วย 1 จะได้เผ็ดๆนิดหน่อย แถมยังมีขนมห่อๆอีกสารพัด พร้อมกับน้ำอัดลม น้ำผลไม้ เบียร์ กินกันอ้วกเลยทีเดียว ก่อนเริ่มงาน Maruo ก็กล่าวเปิดงาน โดยเค้าจดโพยมาอย่างดี เนยก็เลยอยากได้โพยเค้ามาเก็บเป็นที่ระลึกซะงั้น ก็เลยไปขอเค้ามา 555 กินเสร็จมนุษย์ผักเค้าเอา Wii มาด้วยก็เลยมาเปิดเล่นกับทีวีขนาดบิ๊กเบิ้มในห้องเหมือนเดิม ได้เล่น Mario Kart ไปเกมนึง แต่ใช้จอยที่เป็นเอา Wii mote ยัดเข้าไปในพวงมาลัย แม่งบังคับยากเป็ดๆ
ตอนแรกคิดว่าแค่จัดงานเลี้ยงให้พวกเราก็แบบว่าเกรงใจมากๆแล้ว เรามาแค่แปปเดียว แถมไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเค้ายังจัดงานเลี้ยงให้ แค่นั้นยังไม่พอ มีของขวัญให้อีกต่างหาก!!! ตอนเห็นนี่ตกใจมาก อะไรจะขนาดนั้น เค้าให้สาเกเราอะ แล้วใครจะกินหละทีนี้ ดุ่ยกับเนยได้เป็นกรอบรูปญี่ปุ่นพร้อมกับรูปหมู่ที่ถ่ายไปเมื่อวาน เรียกไ้ด้ว่าซาบซึ้งสุดยอด เค้าช่วยพวกเราเยอะมากๆจนน่าจะเป็นพวกเราฝ่ายเดียวมากกว่าที่ต้องขอบคุณเค้า แต่เค้าก็ยังจัดงานเลี้ยง + ของขวัญให้อีกต่างหาก จบงานก็กลับมานั่งกินโคตรพุดดิ้งที่เหลืออีก 2 ถ้วย ยังคงอร่อยมากๆเหมือนเดิม
day 20 Spa World
ตุลาคม 19, 2009วันนี้ไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหารแล้วก็เข้าไปฟังสัมมนา เนื่องจากเค้าเข้าใจวันกลับเราผิด คือเข้าใจว่าเรากลับช้ากว่าความเป็นจริง 1 สัปดาห์ พอรู้ความจริงก็เลยต้องมีการแก้ตารางการสัมมนาใหม่เพื่อให้ได้พูดทุกคนก่อนพวกเรากลับ สัมมนาวันนี้เลยพูดทีเดียว 4 คนเลย
คนแรกคือ Shogo พูดเรื่องเกียวกับการวิเคราะห์การแตกใน fuel cell เพื่อไปพัฒนาอายุการใช้งานซะอย่าง ซึ่งเป็นงานที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัย Tohoku
คนที่สองชื่อไรจำไม่ได้แล้วอะพูดเกี่ยวกับการรับประกันอากาศในญี่ปุ่น คือจะมีแบบที่รับประกันภัยพิบัติ เช่น มาพายุเข้าก็จะได้เงิน และอีกแบบเป็นการรับประกันอากาศจริงๆ เช่น รับประกันว่าใน 2 เดือนนี้ จะมีไม่เกิน 5 วันที่มีอุณหภูมิเกิน 30 องศาเป็นต้น แล้วเค้าก็พูดเกี่ยวกับเทคนิคการพยากรณ์ซักอย่างเพื่อให้พยากรณ์อากาศได้ยาวนานเป็นเดือนๆ แต่เค้าก็บอกว่ามันก็ยังผิดพลาดอยู่เหมือนกัน ส่วนงานของเค้ายังไม่ได้ทำเพราะยังอยู่ในขั้นศึกษาเฉยๆ
คนที่สามคือมนุษย์ผักพูดเกี่ยวกับเรื่องการเปิดสัญญาณไฟจราจร ที่จำได้อย่างเดียวคือ ระหว่างไฟแต่ละแยกจะต้องมี offset เช่น แยกนี้ไฟเขียว แยกหน้าเป็นแดง เพื่อที่รถที่วิ่งผ่านแยกนี้ไปถึงแยกหน้าก็จะได้เขียวพอดี ทำให้รถสามารถวิ่งได้อย่างลื่นไหล แต่เค้าเองยังไม่ได้เริ่มทำงานอะไรออกมาเพราะยังอยู่ในขั้นศึกษาเหมือนกัน แต่ทีเด็ดของมนุษย์ผักคือ พอจบเรื่องรถเค้าก็เปิดสไลด์ถัดมาเป็นรายการเกมตั้งแต่สมัยโบราณที่เค้าชอบ ทำเอากูถึงกับงงไปเลยว่า สัมมนานี่เอาไรมาพูดก็ได้หรอเนี่ย!!! แค่นั้นยังไม่พอ เค้ายังยกตัวอย่างมา 2 เกมเพื่ออธิบายถึงวันที่ออก รวมทั้งลักษณะของเกมอีกต่างหาก ทีเด็ดคืออาจารย์ Numao ตอนแรกเค้าก็งัวเงียๆอยู่ดีๆ พอมนุษย์ผักมาพูดเรื่องเกม เค้าตื่นขึ้นมาฟังอย่างตั้งใจสุดยอดซะงั้น
คนสุดท้ายเป็น Simon (จริงๆแล้วชื่อเค้าเป็นชื่อสเปนเนื่องจากเป็นคนเวเนซูเอลา ต้องอ่านว่า ซีโมน) มาพูดเรื่องการหางานที่ญี่ปุ่น เพราะงานของเค้าเราเคยฟังไปแล้วตอนนำเสนอโปสเตอร์ อย่างนึงที่เพิ่งรู้คือ ญีุ่ปุ่นเค้าจะรับสมัครงานกันพร้อมๆกันทุกบริษัท แล้วก็จะมีตารางเป็นขั้นเป็นตอนมาก ตั้งแต่การจัดสัมมนาเพื่อให้รู้ลักษณะของบริษัท การสอบ แล้วก็มีการฝึกก่อนเริ่มงานจริงด้วย เพราะมันมีการฝึกที่เข้มงวดทำให้บริษัทญีุ่่ปุ่นมันไม่สนใจว่าจบไรมา ถ้าดูแล้วฉลาดพอที่จะเรียนรู้ก็โอเค เช่นมีคนจบวิศวะเคมี แต่มาสมัครงานเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัทเกมก็ัยังได้ แต่ที่น่าทึ่งที่สุดคือระยะเวลาที่ใช้ในการหาและสมัครงานทั้งหมด โดยปกติแล้วการสมัครงานบริษัทฝรั่งจะใช้เวลารวมประมาณ 3 เดือน ซึ่งญี่ปุ่นแต่ก็เป็นอย่างนั้น แต่เกิดมีคนหัวหมอขึ้นมาว่า ถ้าเราเริ่มก่อนเป็น 4 เดือน ก็จะมีงานว่างๆให้เราเลือกเยอะกว่าไปเลือกพร้อมๆกับคนอื่นสินะ จากนั้นก็มีอีกคนคิดว่า 4 เดือนว่าง งั้นกู 5 เดือนเป็นไง ทุกวันนี้การจะสมัครงานในญีุ่่ปุ่นจะต้องเตรียมล่วงหน้าทั้งหมด 18 เดือน!!! เหมือน Ripley believe it or not เลยอะ 555
ตกเย็นวันนี้ก็เริ่มจากการไปที่ที่คุ้นเคยมากก่อนคือ Den-Den Town (รอบที่ 3 ของกู รอบที่ 4 ของดุ่ยและเนย) เพราะเนยจะไปซื้อกล้อง แล้วก็กินข้าวที่นี่ด้วยเลย เป็นราเมนอร่อยดี เป็นชุดมาพร้อมกับ ข้าว เกี๊ยวซ่า เต้าหู้ด้วย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมราเมนยังจะเสิร์ฟพร้อมกับข้าวได้อีกอะ เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไปสู่ Spa World ในเวลา 2 ทุ่มครึ่ง
ที่ Spa World นี้จะมีบ่อ 2 ส่วนคือ ส่วนยุโรป และ เอเชีย โดยทุกเดือนคู่ ผู้ชายจะใช้ส่วนยุโรป ผู้หญิงใช้เอเชีย เดือนคี่ก็กลับกัน นอกจากนั้นก็ยังมีสวนน้ำด้วย แต่ปิดเนื่องจากเปิดแค่ฤดูร้อน แล้วก็มีบ่อรวมที่ใส่ชุดว่ายน้ำลงแต่ก็ปิด เนื่องจากดึกแล้ว ก็ไม่ได้คิดไร เพราะยังไงก็แค่จะมาแช่น้ำร้อนเฉยๆ ก็เสียค่าเข้า 1,000 เยน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมราคานี้เพราะไม่ว่าจะเปิดเว็บไหนก็จะบอกค่าเข้า 3 ชม. ว่าราคา 2,400 เยนในวันธรรมดา แต่ก็ช่างมันเถอะ ยังไงก็เข้ามาได้แล้ว
เข้ามาเค้าจะให้ Wristband เป็นเหมือนกับบัตรเก็บเงินว่าเราใช้จ่ายอะไรไปบ้างก็จะบันทึกในบัตรนี้ จากนั้นก็ไปเก็บรองเท้า แล้วก็แยกกันโดยเราไปโซนยุโรปที่ชั้น 4 ส่วนดุ่ยกับเนยไปโซนเอเชียที่ชั้น 6 พอขึ้นไปถึงก็ต้องงงก่อนเลยเพราะทุกคนจะใส่ชุดที่เค้าเตรียมไว้ให้ แต่ว่ากูหาไม่เจอว่ามันอยู่ไหน ก็เลยเดินไปรอบห้อง locker สำหรับเก็บกระเป๋าเลยทีเดียว เดินยังไงก็ไม่เจอเสื้อผ้า เจอแต่คนถอดเสื้อผ้าเดินไปเดินมา สุดท้ายไปถามเค้าจึงได้ความว่าต้องเดินเข้าไปข้างในนิดนึงก่อน จากนั้นก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็เข้าไปข้างใน จะเจอส่วนที่ให้ล้างตัวเป็นน้ำฉีดๆ อัตโนมัติ ก็เคยคิดได้ว่าเสื้อที่กูเพิ่งจะใส่นั้น ต้องถอดก่อนสินะ ก็เลยรีบถอดโยนลงถังแล้วก็เดินเข้าไปอย่างมั่นใจ
เข้าไปด้านในสิ่งแรกที่ต้องตกใจก่อนคือ ทุกคนเค้ามีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กๆกันหมดเลยอะ บางคนก็ใช้ปิดตอนเดินไปเดินมา แม้ว่าบางคนจะเอามาโพกหัวแล้วก็ปล่อยน้องน้อยสูดหายใจซะเต็มที่ก็ตาม แต่กูก็อยากปิดบ้างนะ ไม่มีใครบอกเลยเล่นให้เดินโทงโทงเข้ามาซะงั้น ก็เลยต้ัองวุ่นวายไปหาผ้าเช็ดตัว ผืนเท่าผ้าเช็ดหน้านั่นมาก่อน พอได้มาแล้วเราก็พร้อมลงบ่อกันจริงๆซะที
ด้านในมีบ่อต่างๆให้ลองลงมากมาย ทั้งของ Rome Spain Finland Greece Mediterranean Atlantis ก็ดีนะตื่นตาตื่นใน แช่น้ำกันจนตัวเปื่อย มีซาวน่าที่ร้อนมากเข้าไปอยู่ด้านในแล้วจะแย่ แต่มีคนนึงนอนอยู่อย่างสบายอารมณ์มาก พอออกมาก็เห็นป้ายบอกว่าห้องที่กูเพิ่งออกมานั้นเป็น low temperature เฮือก!!! นี่ถ้าเข้าไปอีกห้องกูไม่ตายเลยหรอเนี่ย นอกจากนั้นก็มีบ่อเป็นน้ำนมๆขาวๆ มีข้อดีมากคือลงไปแล้วไม่โป๊ 555 บ่อจะเป็นแบบนั่งคนเดียว โค้งรับตามแนวหลัง ที่เท้าก็จะมีน้ำพุ่งออกมานวดๆ แล้วก็มีสปาเท้าด้วย เป็นที่นั่งให้คนนั่งคุยกันเอาเท้าแช่น้ำ ใต้เท้าจะมีหินไว้นวดๆด้วย แช่จนถึงประมาณ 4 ทุ่มก็ไปอาบน้ำ ซื้อนมกินนิดนึง ด้านบนจะมีห้องที่มีเก้าอี้เอนนอนได้จำนวนมากให้คนที่อาบน้ำเสร็จจะนอนอยู่ที่นี่เลยก็ได้ แต่ถ้าออกมาหลังเที่ยงคืนจะต้องจ่ายอีก 1,000 เยน ถ้าอยู่จนถึงรอบของวันใหม่ (9 โมงมั้งไม่แน่ใจ) ก็ต้องจ่ายอีก 1,000 เยน
เปลี่ยนชุดเรียบร้อยก็ลงมารอดุ่ยกับเนยที่ลงมาช้าเพราะตอนออกมาดุ่ยดันคิดว่า wax ใส่ผมเป็นโลชั่น เลยเอามาทาตัว รู้ตัวอีกทีก็ไม่ทันแล้วก็เลยต้องกลับเข้าไปอาบน้ำใหม่ จากนั้นก็มุ่งหน้ากลับที่พักมากินพุดดิ้งที่ซื้อมาเมื่อวาน อร่อยมากกกกกกกกกก เป็นพุดดิ้งทีสุดยอดมากๆ เนื้อเนียนๆ รสชาติดี พรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงอำลาให้พวกเราแล้วอะ มาอยู่แปปเดียวเค้าจัดให้เราครบเลยอะเลี้ยงต้อนรับ + อำลา เรียกได้ว่าใจดีจนรู้สึกเกรงใจมากๆ
วันนี้ได้ถ่ายรูปสมาชิกในแล็บบางส่วนมาด้วย

อยากรู้ว่าพุดดิ้งอร่อยแค่ไหน ดูภาพนี้ที่ทุกคนรวมหัวกันใช้ช้อนกวาดถ้วยจนเกลี้ยง

ปล. ไม่มีรูปใน Spa World นะ เค้าไม่ให้ถ่าย (แหงหละ!!!)
day 19 มาม่าหายไป
ตุลาคม 18, 2009วันนี้ตื่นมาแบบสายๆ ไปห้องดุ่ยพบว่าเนยกลับมาพอดีก็ทำข้าวเช้ากินกัน จากนั้นก็ไปพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์กัน ซึ่งก็มีของเล่นนิดๆหน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจอะไรมากนัก แล้วก็ไปกินอะไรนิดหน่อย จากนั้นตอนแรกว่าจะไปหารูปปั้นเพื่อนที่สวน expo แต่ว่าไปถึคงก็เย็นแล้วมันเลยปิด เลยต้องหาเวลาไปอีกครั้งนึง ก็ไม่รู้จะเป็นเมื่อไหร่กันแน่ ไปหาเพื่อน!!! นี่อุปสรรคมันเยอะจริงๆ 555
หลังจากนั้นก็ไปซื้อพุดดิ้งที่ร้านแถวซุปเปอร์เพราะวันก่อนเดินผ่านเห็นเป็นพุดดิ้งก็คิดว่าไว้จะมาซื้อ แล้วก็ไปต่อซุปเปอร์ซื้อของมาอีกนิดหน่อยด้วย พร้อมกับความคิดที่ว่าดุ่ยจะกลับมาผัดมาม่ากิน แต่ว่าพอกลับมาถึงกลับพบว่า มาม่าหายไป!!! งงมากว่าหายไปได้ไง เพราะดุ่ยบอกว่าวันหลังจากส่งเนยกลับไทยมันยังอยู่แล้ว แล้วเมื่อคิดจำนวนที่เอามา กับที่กิน + ให้อาจารย์ไปก็น่าจะเหลืออีกหลายซอง ไม่ว่าจะหาที่ไหน (ในเครื่องซักผ้า ใต้โต๊ะ อ่างอาบน้ำ หลังทีวี ตู้เสื้อผ้า ฯลฯ) ก็หาไม่เจอ สุดท้ายข้อสรุปที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุดคือ เผลอทิ้งไป?!? กูก็ไม่เข้าใจว่าจะเป็นไปได้ยังไง มาม่าตั้งหลายห่อ แถมอยู่ในถุงพลาสติกใสปิ๊งขนาดใหญ่ จะเผลอหยิบมาใส่ถุงขยะได้ไงวะ แต่ความคิดอื่นๆอย่างเช่น มีคนเข้ามาขโมยมาม่าตอนกูกับดุ่ยเผลอหลับ(แบบว่าโจรหิวมาก เลยมาเอาแต่มาม่า) ดุ่ยละเมอขึ้นมากิน ตุ๊กตาที่ดุ่ยซื้อมาให้เนยเกิดมีชีวิตแล้วแดกมาม่าซะงั้น!!! ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ สุดท้ายเลยต้องไปซื้อบะหมี่ซักอย่างจาก family mart มาทำกินแทน วันนี้เรียกได้ว่าเป็นวันหยุดที่เที่ยวน้อยที่สุดเลยนะเนี่ย
พิำพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์(ซ้าย) และ พิพิธภัณฑ์ศิลปะซักอย่างที่ไม่ได้เข้า(เป็นโครงเหล็กๆอะ)

โพสต์โดย tonyoot 

